|
ความรู้สำคัญที่เราต้องรู้ก็คือให้รู้ว่า มารปกครองอะไร? ปกครองตรงไหน? มารปกครองมนุษย์คือพวกเรานี้ เขาปกครองที่ “ใจ” ปกครองตรงไหน? ตอบว่า ตรง เห็น จำ คิด รู้ เมื่อปกครองใจได้ กายก็ไม่เหลือ ใจของเรามีหยาบมีละเอียด ใจเบื้องต้น เบื้องกลาง และเบื้องปลาย นั่นคือทั้งใจและจิตและวิญญาณถูกปกครองทั้งหมด มารปกครองนิพพาน คือ ปกครองพระพุทธองค์และผู้ได้มรรคผลนิพพาน เขาปกครองนิโรธ-สมาบัติ-ตรัสรู้ และ คำนวณนั่นเอง ให้สังเกตในการเดินวิชา ถ้าเห็น จำ คิด รู้ เกิดอาการฝืดคือ ไม่คล่องตัว มีความอืดอาด จงทราบไว้เถิด มารเขาส่งวิชามากระทำที่เห็น จำ คิด รู้ คือเขาหุ้ม เคลือบ เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปนเป็น สวม ซ้อน ร้อยไส้ เราแล้ว เราก็ต้องรบด้วยการแลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ตามวิธีการรบต่อไป มารเขาบังคับเราด้วย “เครื่อง” เวลาเขายิงเครื่องปกครองเข้ามานั้น เหมือนกับเรากด “รีโมท” เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ เราไม่เห็นตัวเราเอง กายมารเขาซ่อนอยู่ในที่ลับ ความยากของเราคือ เดินวิชาค้นหากายของเขา สรุปแล้วเข้าหลัก มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา สิ่งทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ คำบาลีแปลยากอยู่ พูดอย่างไทย ๆ เราก็ว่า อะไรทั้งหลายที่มีใจครอง ใจย่อมเป็นใหญ่คือทำหน้าที่เป็นประธาน ความสำเร็จอยู่ที่ใจ ประเด็นที่ว่าสำเร็จด้วยใจ หมายความว่า ธรรมภาคไหนปกครองใจ? ความสำเร็จก็อยู่ที่ธรรมภาคนั้น! หมายความว่า ธรรมภาคขาวหริอธรรมภาคดำ (มาร) หรือธรรมภาคกลาง (จะขาวก็ไม่ขาว จะดำก็ไม่ดำ จึงเรียกว่าธรรมภาคกลาง) คำสอนของพระพุทธองค์ข้อที่ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ คือการทำใจให้สว่างใสนั้น มีความประเสริฐเลิศล้นแล้ว ถูกต้องแล้ว ใจของเรายังขุ่นมัว แปลว่าเป็นใจที่มารปกครองเรา น่าเจ็บใจ ใจของเราแท้ ๆ เหตุใดปล่อยให้มารปกครอง? ทำไมเราไม่ปกครองใจของเราเสียเอง? ให้มารมาปกครองทำไม? ก็เพราะมารปกครองนี่เอง ส่งผลให้เราแก่ เจ็บ (เป็นโรค) ตาย นี่คือผลแห่งการบังคับของมาร เราเสียหายปานไหน? เราก็ทราบกันแล้ว คราวนี้เราไปดูนิพพานบ้าง เกิดการเสียหายใหญ่หลวงแค่ไหน? ข้าพเจ้านำผลงานปราบมารมาเสนอแล้ว เล่มนี้เป็นเล่มที่ ๔ เรียกว่าปราบมารภาค ๔ เรื่องจะยาวความไปอีกแค่ไหน? ไม่มีใครบอกเราได้ ข้าพเจ้าก็รบของข้าพเจ้าไปตามหน้าที่ ไม่รู้ว่าการรบจะยุติเมื่อไร? กองทัพของเรามีแค่ไหน? ไม่มีใครทราบ! ยุทธศาสตร์ของเรามีเพียงไร? ไม่มีใครทราบ! ส่วนแสนยานุภาพของเขา ทราบแต่ว่าไม่มีใครสู้เขาได้ เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรมตลอดมา ไม่ว่าใครก็ตามถูกเขาปกครองทั้งนั้น ผู้ถูกปกครองเดือดร้อนกันทั่วหน้า ผลงานที่ข้าพเจ้านำมาเสนอนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่สุดแห่งการปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่ โปรดติดตามต่อไป ยังมีเรื่องดี ๆ เล่าสู่กันฟังอีกมากมาย ความยากของการปราบมารก็คือความรู้ เราจะใช้ความรู้อะไรมาใช้? นี่คือประเด็น มีคนถามข้าพเจ้าเสมอว่า มีตัวแทนหรือมือสำรองช่วยปราบมารแล้วหรือยัง? ถามกันมานานแล้ว ตอบได้แต่ว่า ยังไม่พบคนเก่งคนนั้น โลกของเรานี้ ขณะนี้มีประชากร “หกพันล้านคน” ถ้ามีคนหนึ่งปราบมารได้ โลกนี้ก็น่าอยู่ ตอบเขาไปอย่างนั้น วันที่ ๒๗ ธันวาคม คือวันเอกราชของธรรมภาคขาว เราต้องนึกถึง “ต้นปราบ” และกองทัพจักรพรรดิของท่าน วันนั้นเราต้องทำการกุศลอะไรสักอย่างให้จงได้ “ต้นปราบ” คือพระพุทธเจ้าฝ่ายจักรพรรดิภาคปราบ เสด็จมาจากนิพพาน มาช่วย “ตรีภพ” และ “หยกชมพู” (ตรีจักร) ปราบมาร ตามที่ได้เสนอประวัติไปแล้วในเล่ม “ปราบมาร ภาค ๒” นั้น ถ้ายังไม่ได้อ่าน ต้องติดตามหามาอ่านเพื่อให้เรื่องสัมพันธ์ติดต่อกัน เหตุการณ์มาถึงปีนี้ “ต้นปราบ” มีอภินิหารมากแล้ว คนรู้จักมากแล้ว ข้าพเจ้าตกใจอยู่ระยะหนึ่ง จู่ ๆ ท่านทั้งหลายก็ส่งธนาณัติไปให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอ่านจดหมายก็ทราบความว่า ท่านที่อยู่บ้านของท่าน ได้ “บนต้นปราบ” ที่บ้านของท่าน เมื่อมีทุกข์ร้อนเกิดขึ้นแก่ชีวิตของท่าน บัดนี้ท่านหมดทุกข์ร้อนแล้ว ท่านก็ส่งเงินไปให้ข้าพเจ้า เพื่อให้ข้าพเจ้าบูชาแก่ “ต้นปราบ” ต่อไป นี่คือเหตุการณ์ประจำวันที่ข้าพเจ้าได้พบ ข้าพเจ้าก็จัดบูชาให้ตามประสงค์ของท่าน เพราะ “ต้นปราบ” ประทับอยู่ในดวงแก้วของ “ตรีภพ” ที่บ้านของข้าพเจ้า ขออนุญาตเล่าเรื่องอย่างบันเทิงใจ คือคุยกันแบบตลกขบขัน นั่นคือเรื่องของดวงแก้วกายสิทธิ์ของตรีภพ เป็นดวงแก้วที่เปรียบเสมือนเป็นเมืองใหญ่เป็นนครใหญ่ มีประชากรหนาแน่น ประชากรคือจักรพรรดิทั้งปวงที่ข้าพเจ้าปราบมารชนะ พบพระองค์จำนวนมากที่มารเอาตัวท่านไปกักกัน เมื่อพระองค์หลุดมาจากปกครองของมารแล้ว ก็มาอยู่กับ “ตรีภพ” ทั้งหมด ในขณะนี้นับจำนวนไม่ถ้วนแล้ว คือนับเป็นอสงไขยก็ยังนับไม่ถ้วน และที่เสด็จมาจากนิพพาน รวมทั้งเสด็จมาจากภพ ๓ เมื่อใครต่อใครทราบข่าวว่า “ต้นปราบ” ท่านมาเป็นแม่ทัพปราบมาร จักรพรรดิทั้งปวงก็หลั่งไหลมาช่วยสมทบจนเกิดศูนย์จักรพรรดิขึ้น เกี่ยวกับเรื่องการบน “ต้นปราบ” ท่านอยู่ที่ใดก็บนได้ แต่ว่าให้บนเป็นเงิน ท่านอยู่ที่ใดก็บนที่นั่น โดยไม่ต้องเดินทางไปที่บ้านของข้าพเจ้า มีทุกข์ร้อนอะไร? ก็ให้จุดธูปอธิษฐานบนในใจ เสร็จแล้วก็ปักธูปไว้กลางบ้านของท่าน จากนั้น ขอให้ท่านทำภาวนาตามวิธีการของวิชาธรรมกาย ทำทุกวัน อย่าเว้น แล้วทุกข์ร้อนของท่านจะหมดไป โรคภัยไข้เจ็บจะค่อย ๆ หายไป แล้วท่านก็ส่งเงินแก้บนทางธนาณัติไปให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็นำบูชา “ต้นปราบ” ต่อไป แต่เดิมนั้น เรื่องการบน “ต้นปราบ” ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลย ไม่มีความรู้เรื่องการบน รู้แต่เรื่องปราบมารอย่างเดียว เมื่อได้ทำวิชาปราบมาร ข้าพเจ้าก็ซ้อนกายสับกายกับ “ต้นปราบ” กับ “ตรีภพ” กับ “หยกชมพู” กับกองทัพจักรพรรดิที่บ้านของข้าพเจ้า จากนั้น ก็เดินวิชารบต่อไป ต่อมาท่านทั้งหลายมีทุกข์ร้อน มีจำนวนมากขึ้น เกินกำลังที่ข้าพเจ้าจะแก้ให้ ก็เลยบอกให้บน “ต้นปราบ” ปรากฏว่า เกิดประเพณี การบน “ต้นปราบ” มาตั้งแต่วันนั้น คุณวันชัย จึงจรัสทรัพย์ เป็นผู้บนคนแรก เวลานี้คุณวันชัยแก้โรคเบื้องต้นได้แล้ว คุณวันชัย จึงจรัสทรัพย์ (๘๒/๓๖๘-๓๖๙ ถนนเนื่องจำนง ซอยเนื่องจำนงพลาซ่า ต.บ้านบึง จ.ชลบุรี ๒๐๑๗๐ โทร (๐๓๘) ๔๔๔๗๒๐-๑) กับพระอาจารย์กอบชัย อัตตสันโต (ธรรมสถานลานโพธิ์วิชาธรรมกาย บ้านห้วยมะไฟ ต.บ้านบึง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี) ไปเรียนกับข้าพเจ้าทุกเดือน กล่าวถึงการแก้โรค ข้าพเจ้ารับไม่ไหว เพราะมีจำนวนมากด้วยกัน ท่านส่งจดหมายไปพร้อมทั้งส่งภาพถ่ายของท่านไปให้ข้าพเจ้าแก้โรคให้ ข้าพเจ้าก็รับใช้ ด้วยถือคติว่าเป็นวิชาธรรมกายแล้ว ต้องแก้โรคได้และต้องสอนวิชาธรรมกายเบื้องต้นได้อย่างเฉียบคม ตามคติที่เรียนมาจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านที่แก้โรคไม่ได้และสอนให้ใครเห็นธรรมกายไม่ได้ ผิดตำราของหลวงพ่อแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีคะแนนให้ท่าน ข้าพเจ้าไม่ให้ความนับถือ จริงอยู่ เราต้องแก่ ต้องป่วยไข้ และต้องตาย แต่เราต้องมีประวัติว่าเราแก้โรคได้ ต้องมีประวัติว่าเราสอนได้อย่างเฉียบคม ถ้าไม่มีประวัติอย่างนี้ แปลว่า ผิดความรู้ที่หลวงพ่อท่านสอนแล้ว คุณวันชัยทำอย่างไรไม่ทราบ เมื่อใครมีทุกข์ร้อน คุณวันชัยแนะนำให้บน “ต้นปราบ” เมื่อคุณวันชัยเดินทางไปเรียนวิชาธรรมกาย จะนำซองเงินแก้บนไปให้แก่ข้าพเจ้าบ่อย ๆ ข้าพเจ้าก็ถามความเป็นไปความเป็นมาของซองเงินแก้บนนั้น คุณวันชัยก็เล่าว่า มีทั้งป่วยเข้าห้องไอซียูและข้าราชการเลื่อนตำแหน่ง คุณวันชัยแนะนำให้เขาบน “ต้นปราบ” รายที่ข้าพเจ้าตกใจก็คือภรรยาของคุณวันชัย เลื่อนตำแหน่งของข้าราชการจากระดับ ๔ เป็นระดับ ๖ ใช้เวลาทำปริมาณงานเพียง ๓ วัน รายละเอียดมีอย่างไร ข้าพเจ้าก็เล่าไม่ถูก ให้ท่านโทรถามคุณวันชัย คงได้รายละเอียดมากกว่าที่ข้าพเจ้าเล่า แปลว่า “ต้นปราบ” ท่านมีอภินิหาร ทำไมจึงเป็นไปได้ปานนั้น ได้ความว่า เวลาท่านบน “ต้นปราบ” กองทัพของ “ต้นปราบ” ท่านมาช่วยกันแก้นั่นเอง ขอแนะนำว่า อย่าปล่อยให้อาการป่วยเรื้อรัง อย่ารอให้เรื่องทุกข์ร้อนลุกลามไปมาก ควรรีบบนแต่ต้นมือ กลับมาพิจารณาถึงกิจกรรมที่จะทำใน “วันเอกราชของธาตุธรรม” ตรงกับวันที่ ๒๗ ธันวาคม ของทุกปีนั้น ให้ท่านระลึกถึงความดีของ “ต้นปราบ” ระลึกถึงจักรพรรดิสำคัญ คือ “ตรีภพ” และ “หยกชมพู” รวมทั้งกองทัพจักรพรรดิของท่านที่ช่วยกันรบ จนเกิดชัยชนะระดับหนึ่ง จนถึงขั้นธาตุธรรมกำหนดให้วันที่ ๒๗ ธันวาคม เป็นวันเอกราชของธาตุธรรม แล้วให้ท่านบำเพ็ญกุศลอย่างใดก็ได้ คือใส่บาตร ทำบุญ รักษาศีล เจริญภาวนา นั่นคือวิธีทีท่านจะทำได้ แต่สำหรับตัวของข้าพเจ้าทำแค่นั้นไม่ได้ ต้องจัดบูชาอาหารและผ้าไตรเข้าไปในนิพพาน ใช้ความรู้สูง ดังที่เล่าไว้ในเล่ม “ปราบมาร ภาค ๒” แล้ว สำหรับท่านทั้งหลายไม่แนะนำให้ทำ เพราะไม่ถึงนิพพาน แม้ว่าท่านเป็นธรรมกาย ก็ไม่แนะนำให้ทำ เรื่องนี้กล่าวห้ามไว้ตั้งแต่รุ่นพิมพ์ “ปราบมาร ภาค 1” แล้ว ซึ่งพิมพ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ เพราะไม่ถึงนิพพาน ผลร้ายก็คือ มารเขามากินเป็นการบำรุงมาร ไม่ได้บำรุงพระพุทธองค์ ทราบว่าสำนักใหญ่ทำเดือนละครั้ง ด้วยความหวังดีจึงห้ามไว้! ไม่เชื่อก็ตามใจ! ข้าพเจ้าทำ แต่ห้ามใครมาร่วม เพราะอะไรหรือ? ถ้าเขาพูดว่าเราหลอกเขา เราจะได้อะไรมาชี้แจง มันยากอย่างนี้ ข้าพเจ้าทำเฉพาะตนแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว นี่แหละ! ทำอะไรต้องมีเหตุผล ต้องรอบคอบ ต้องใคร่ครวญ อย่าให้เรื่องเงินมีอำนาจเหนือเรา พระของขวัญของ “ต้นปราบ” มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่คิดว่าจะศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้น พระของขวัญของ “ต้นปราบ” มีรูปรางลักษณะอย่างเดียวกับพระของขวัญของหลวงพ่อวัดปากน้ำ คือเป็นรูปร่างพระประทานพร ขนาดก็เท่ากัน เนื้อขององค์พระก็อย่างเดียวกัน ทำไมจึงทำเหมือนพระของขวัญของหลวงพ่อ? ตอบว่า เป็นสายธาตุสายธรรมเดียวกัน เราต้องรักษาวัฒนธรรมไว้ แต่ส่วนผสมต่างกันอยู่บ้าง ดังนี้ วัสดุที่ทำผงเป็นองค์พระ ทำมาจากเกสรดอกไม้ที่บูชาพระรัตนตรัยและบูชาต้นปราบ ตากแห้งแล้วนำมาตำให้ละเอียด แต่ผสมด้วยน้ำยาอย่างหนึ่ง องค์พระถูกน้ำแล้วไม่ละลาย เป็นสูตรของคุณวิบูลย์ รัตนพงษ์วัฒนา ข้าพเจ้าได้มอบหมายให้คุณวิบูลย์ไปทำตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นอัดเป็นองค์พระ มีจำนวนทั้งสิ้น 6,000 องค์กว่าเล็กน้อย กว่าเท่าไรต้องถามคุณวิบูลย์ แบ่งเป็น ๓ แบบ (ก.) แบบฝังเพชร มีจำนวน ๑๐๐ องค์ เพื่อมอบแก่ท่านที่เป็นวิทยากร (ข.) แบบฝังพลอย มีจำนวนเกือบ ๖,๐๐๐ องค์ (ค.) แบบธรรมดา คือไม่ได้ฝังเพชรและไม่ได้ฝังพลอย
ส่วนผสมสำคัญของพระของขวัญ “ต้นปราบ” คือ ผสมด้วยดินบ้านเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ การไปเอาดินที่บ้านเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็คือบ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านของหลวงพ่ออยู่ตรงข้ามกับวัดสองพี่น้อง ในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กวัดสองพี่น้อง เรียนหนังสือระดับมัธยมศึกษาโรงเรียนอุภัยภาดาวิทยาลัย มีสะพานโค้งข้ามแม่น้ำ จากหน้าบ้านหลวงพ่อไปยังวัดสองพี่น้อง แต่บัดนี้ เขาย้ายสะพานไปอยู่อีกทิศหนึ่งแล้ว วัดสองพี่น้องสมัยนั้นกับที่เห็นวันนี้เปลี่ยนแปลงไปหมด ไม่คงสภาพเดิมไว้เลย คงสภาพเดิมอย่างเดียวคืออุโบสถเท่านั้น นอกนั้นเปลี่ยนแปลงไปหมด จนข้าพเจ้าจำไม่ได้ กล่าวถึงบ้านเกิดของหลวงพ่อ ซึ่งอยู่คนละฝั่งกับวัดสองพี่น้อง ได้พบคุณทองหลอม มีฐานะเป็นหลานของหลวงพ่อ สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กวัดสองพี่น้อง คุณทองหลอมบวชเป็นพระอยู่วัดสองพี่น้อง ท่านจำข้าพเจ้าไม่ได้ พอเล่าถึงความหลัง ท่านก็จำได้ แจ้งความประสงค์ว่า ที่มาวันนี้ก็เพื่อมาขอดินตรงที่เคยเป็นที่ตั้งบ้านของหลวงพ่อ เพื่อจะเอาไปผสมทำพระเครื่อง คุณทองหลอมอนุญาต คุณทองหลอมชี้ว่า ตรงนี้คือที่ตั้งบ้านของหลวงพ่อ ขณะนี้ไม่มีบ้านแล้ว เป็นที่ดินว่างเปล่า แต่ว่าอยู่ติดกับบ้านของคุณทองหลอม ข้าพเจ้าอธิษฐานใจขอต่อหลวงพ่อ แล้วก็ขุดดินมาหน่อยหนึ่ง ข้าพเจ้าและคณะซึ่งประกอบด้วยคุณวิบูลย์ รัตนพงษ์วัฒนา และคุณชูชัย ศรีสุชินวงศ์ ก็ถ่ายภาพกับหลานหลวงพ่อ ถ่ายภาพที่ตั้งบ้านของหลวงพ่อไว้เป็นหลักฐาน ทั้งยังได้เห็นบ้านของหลวงปู่ชั้ว โอภาโส บ้านของสมเด็จป๋า ซึ่งบ้านของนักปราชญ์ทั้ง 3 ท่าน ไม่ห่างกันเลย หัวบันไดบ้านแทบติดกัน เหมือนหนึ่งว่านัดกันมาเกิด ในบริเวณบ้านของหลวงพ่อนั้น มีเสาเก่าอยู่ต้นหนึ่ง มีน๊อตติดอยู่ตัวหนึ่ง เลยอธิษฐานใจขอต่อหลวงพ่อ ขอให้ชีวิตของข้าพเจ้ามั่นคงเสียทีเถิด จะเกษียณราชการอยู่แล้ว ยังไม่ได้เรื่องอะไร! คุณวิบูลย์เอาน๊อตตัวนี้มาล้างสนิม แล้วให้ข้าพเจ้าบูชาไว้จนทุกวันนี้ พูดถึงของที่ระลึกจากหลวงพ่อ ข้าพเจ้ามีสบงของหลวงพ่อตัวหนึ่ง อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จำได้ว่า “สบงตัวนี้” ได้ในวันที่หลวงพ่อรณภาพได้ ๒ วัน คือวันนี้เป็นวันมรณภาพของหลวงพ่อ วันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าจึงไปวัดปากน้ำไปกราบศพหลวงพ่อ เมื่อไปถึงได้พบพระครูญาณปรีชา (พระมหาณรงค์ สมณศักดิ์ในตอนนั้น ต่อมาท่านได้เป็นเจ้าคุณ แล้วไปเป็นจ้าอาวาสวัดราชโอรส) ข้าพเจ้าแจ้งต่อท่านพระครูฯ ว่า อยากได้สมบัติของหลวงพ่อชิ้นหนึ่ง ท่านก็หยิบสบงของหลวงพ่อมาให้ ข้าพเจ้าดีใจมาก ต้องเข้าใจว่า ท่านพระครูญาณปรีชา ท่านรู้จักข้าพเจ้าเป็นอันดี ข้าพเจ้าไปเรียนวิชาธรรมกายในวัดปากน้ำที่บ้านแม่ชีทองสุข สำแดงปั้น เข้าออกวัดปากน้ำจนพระรู้จักข้าพเจ้าทั้งวัด ตอนนั้นข้าพเจ้าเป็นข้าราชการชั้นตรี เป็นครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศ เรียกว่าโตมาก มีเกียรติสูง ท่านพระครูฯ เกรงใจจึงให้ของดี ๆ เวลานี้สบงของหลวงพ่ออยู่ในสภาพบริบูรณ์ วันดีคืนดีจะนัดให้วิทยากรไปไหว้พร้อมกัน สบงคือเครื่องแต่งกาย น๊อตคือความมั่นคง ใครได้ไหว้ทั้งสบงทั้งน๊อต แปลว่า เราสะดวกโยธินแล้ว พระครูญาณปรีชารูปนี้เอง ที่ข้าพเจ้านำเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทไปให้ท่าน เพื่อสร้างบ้านให้แม่ชีจันท์ ขนนกยูง ท่านก็รับทำให้ ต่อมาบ้านหลังนี้ ทราบว่าชื่อบ้านธรรมประสิทธิ์ แล้วการติดต่อระหว่างข้าพเจ้ากับแม่ชีก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ วัตถุประสงค์ของการทำพระของขวัญ “ต้นปราบ” เพื่อเป็นทีระลึกแก่ผู้มีพระคุณที่ส่งเงินไปให้ บางท่านส่งเงินไปถวาย “ต้นปราบ” โดยส่งเงินให้ทางธนาณัติ บางท่านส่งเงินให้แก่ข้าพเจ้าประจำเดือน บางท่านส่งเงินไปร่วมบูชาในวันเอกราช ข้าพเจ้าเกิดความคิดว่า ในโอกาสที่ “ต้นปราบ” ลงมาจากนิพพาน มาทำงานปราบมารคราวนี้ ควรมีอะไรสักอย่างเป็นของที่ระลึก เพื่อให้เราระลึกถึง “ต้นปราบ” และคณะจักรพรรดิที่มาทำวิชาปราบมาร จึงคิดที่จะทำพระของขวัญ ให้เหมือนกับที่หลวงพ่อท่านทำ แล้วมอบให้แก่ท่านที่มีอุปการคุณ นี่คือวัตถุประสงค์หลัก ต่อมาทางกรุงเทพเชิญข้าพเจ้าไปสอนนักเรียนเพื่อให้เกิด “พระในใจ” เพื่อให้เยาวชนของชาติมีคุณธรรม ข้าพเจ้ารับเชิญ แม้ข้าพเจ้าจะพูดไม่ได้ เพราะผ่าตัดกล่องเสียง เนื่องจากเป็นมะเร็ง ขณะนั้นกำลังรักษาตัวอยู่ จึงสร้างวิทยากรขึ้นอย่างกะทันหัน แม้จะพูดไม่ได้ แต่มอบหมายให้คุณชูชัย ศรีสุชินวงศ์ (เภสัชกร) ช่วยฝึกวิทยากรให้ โดยข้าพเจ้าบอกหลักสูตรว่าวิทยากรควรบอกวิชาได้แค่ไหน? และจะสอนอย่างไร? แต่โดยเหตุที่คุณชูชัยเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องของวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรที่ข้าพเจ้าเขียน ก่อนที่สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียงจะจัดพิมพ์ ปรากฏว่าคุณชูชัยรู้เรื่องวิชาธรรมกายและบอกวิชาได้ตรงกับความต้องการของข้าพเจ้าจึงจัดสอบวิปัสสนาจารย์ขึ้น ใครผ่านการสอนตามหลักสูตรนี้ ถือว่าเป็นวิทยากรได้ ท่านใดที่จะเป็นวิทยากรจะต้องไปเรียนความรู้จากคุณชูชัย เสร็จกระบวนการจากคุณชูชัยแล้ว จึงส่งมาสอบความรู้ปากเปล่าจากข้าพเจ้า ผ่านการตรวจสอบจากข้าพเจ้าแล้ว ถือว่าผ่านหลักสูตร โชคดีมากที่งานฝึกวิทยากรเกิดขึ้นได้ในจังหวะที่ข้าพเจ้าพูดไม่ได้ จึงมีเจตนาจะเอาพระของขวัญ “ต้นปราบ” ชนิดฝังเพชรมอบแก่วิทยากร ซึ่งมีเพียง ๑๐๐ องค์เท่านั้น ส่วนนอกจากนั้น จะมอบแก่ผู้มีอุปการคุณ ท่านที่มีอุปการะต่อข้าพเจ้าก็ดี ที่ส่งเงินไปร่วมงานเอกราชก็ดี โปรดติดต่อไปที่ข้าพเจ้า เพื่อรับของขวัญ หรือจะเดินทางไปรับเองที่จังหวัดจันทบุรีก็ได้ (หากพระของขวัญหมดลงเมื่อใด ต้องกราบขออภัยเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้) พระของขวัญ “ต้นปราบ” มีความศักดิ์สิทธิ์ เหตุใดจึงศักดิ์สิทธิ์? นี่คือคำถามที่พวกเราอยากทราบ เราท่านต้องการทราบว่า พระของขวัญ “ต้นปราบ” มีความศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นเพราะเหตุใด? เรื่องนี้ให้พิจารณาไปทีละประเด็น ดังนี้ ๑. ผู้ทำคือ “ต้นปราบ” ทำในนามของ “ต้นปราบ” เราทราบชัดว่า “ต้นปราบ” ท่านเป็นพระพุทธเจ้าภาคปราบ ในฝ่ายของจักรพรรดิ หมายความว่า จักรพรรดิทั้งปวงร่วมกันทำ แต่ทำในนามของต้นปราบ ๒. “ต้นปราบ” เป็นแม่ทัพปราบมาร คือท่านเป็นจอมทัพ รู้กันหมดทั่วธาตุตลอดธรรม ในภพ ๓ นี้ก็รู้กันหมด หมายความว่า ทิพย์ พรหม และอรูปพรหม เขารู้กันหมด ไม่รู้ก็แต่มนุษย์เท่านั้น ดังนั้น “ต้นปราบ” จะทำอะไร? จึงได้รับความร่วมมือทั้งนั้น ยกเว้นมนุษย์ เนื่องจากเขาไม่รู้ งานปราบมารสำคัญแค่ไหนและเพียงไรนั้น ทั่วธาตุตลอดธรรมทราบเป็นอันดี แม้ทิพย์ พรหม และอรูปพรหมเขาก็ทราบ ยกเว้นมนุษย์เท่านั้นที่ไม่ทราบ ๓. การซ้อนวิชาของพระองค์เป็นเช่นไรนั้น เรื่องนี้เราหมดความรู้ที่จะพิจารณา เพราะเราเป็นผู้ตาม พระองค์เป็นผู้นำ นั่นคือ ทรงอาราธนาจักรพรรดิและกายสิทธิ์ชั้นดีจากนิพพาน ให้ลงมาช่วยกันกำจัดทุกข์ กำจัดภัย กำจัดโรค ให้แก่ชาวโลก ท่านใดที่ปรารถนาสร้างบารมีเพิ่มเติมก็รับคำอาราธนา แล้วก็มาเดินวิชาสร้างที่อยู่ในองค์พระ นั่นหมายถึงว่า มาสร้างภพในองค์พระประทานพร ตามเนื้อหาสาระของวิชาธรรมกาย ไม่ได้มาองค์เดียว บริวารของพระองค์มาด้วย ได้ถามพระองค์ดูแล้ว ท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า มาทำงานตามที่รับอาราธนา เสร็จภารกิจของท่านแล้ว ท่านก็เข้านิพพานของท่าน สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |